Erawan Museam

ศิลปะและสถาปัตยกรรม

  ข้อมูลจำเพาะของ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
    1. ความสูงของช้างรวมอาคาร  43.60  เมตร
    2. ความสูงเฉพาะ ตัวช้าง  29  เมตร
    3. ความกว้างของช้าง 12  เมตร
    4. ความยาวของตัวช้าง  39  เมตร
    5. น้ำหนักของลำตัวช้าง 150  ตัน
    6. น้ำหนักของเศียรช้าง  100  ตัน
    7. น้ำหนักรวม  250 ตัน

 

  
   เมื่อคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ได้ออกแบบพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ โดยมีทีมช่างเมืองโบราณเป็นผู้เขียนแบบร่างและปั้นหุ่นจำลองช้างเอราวัณดินเหนียวต้นแบบ คุณเล็กมอบหมายงานชิ้นนี้ให้ คุณพากเพียร วิริยะพันธุ์  บุตรชายคนโตเป็นผู้รับผิดชอบโครงการจัด หาช่างและวัสดุในการสร้าง ต่อมาคุณ พากเพียร  ติดต่อบริษัทสถาปนิกเพื่อทำการออกแบบ  ซึ่งได้ คุณสุวรรณี นภาสว่างวงศ์ เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบอาคารพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณจากต้นแบบ โดยใช้ โฟม  ไฟเบอร์  และขี้ผึ้งจำลองเป็นรูป ทรงอาคารช้างสามเศียรหลายครั้ง  เพื่อหาโครงสร้างภายในอย่างละเอียด  โดยสร้างรูปทรงจำลองเป็นไฟเบอร์เพื่อหารูปทรงภายในส่วนรูปช้างหุ่นขี้ผึ้งจำลองนั้นเป็นแบบปั้นสมบูรณ์ก่อนจะเริ่มสร้างช้างขนาดจริง ซึ่งสถาปนิกต้องสร้างช้างโฟมจำลองก่อนจะตีเส้นหาแบบร่างเพื่อนำมาวาดเป็นแบบแปลนก่อสร้าง เพราะโครงสร้างแต่ละท่อนไม่มีรูปทรงชัดเจนเหมือนการสร้างอาคารทั่วไป โดยเฉพาะส่วนหัวช้างจะทำยากที่สุด หลังจากนั้นก็เริ่มเขียนแบบแปลนการก่อสร้าง ปรึกษาวิศวกร หาความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง พอได้แบบแปลนแล้วก็ขออนุญาตทางการเพื่อดำเนินการก่อสร้างอาคารช้างเอราวัณ กำหนดทำพิธีวางศิลาฤกษ์พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม  2537  และเริ่มทำการก่อสร้างเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม  2537 โดยสร้างอาคารทรงโดมที่ช้างยืนอยู่  เป็นอาคารโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กมีความสูง 14.60  เมตร ใช้หลักการกระจายน้ำหนักตัวช้างด้วยคานวงแหวนรอบนอกและรอบในอาคารถ่ายน้ำหนักลงบนเสาแปดเสาภายนอก และเสาสี่เสาภายในอาคารทรงโดมโครงสร้างช้างนั้นขาทั้งสี่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก

   โครงสร้างลำตัวช้างเป็นโครงถักเหล็กทรงพาราโบลา  10  วง ส่วนลำตัวช้าง  กับหัวช้างใช้โครงเหล็กรูปตัว H และ I โยงยึดติดกันระหว่างโครงหัวช้างและตัวช้าง คล้ายกับการสานตะกร้อ เพื่อถ่ายน้ำหนักทั้งหมดลงมาที่ขาช้างทั้งสี่ ซึ่งมีอาคารทรงโดมเป็นฐานรองรับน้ำหนักหัวช้างเป็นส่วนที่ก่อสร้างยากที่สุด เพราะแต่ละหัวมีน้ำหนักถึง 100 ตัน และยื่นออกไปโดยไม่มีโครงสร้างรองรับน้ำหนัก สถาปนิกและวิศวกรผู้ออกแบบใช้คานโครงเหล็กที่เรียกว่า “ Truss” คอยค้ำและดึงน้ำหนักของหัวช้างให้   ถ่ายน้ำหนักลงมาที่ขาช้างทั้งสี่ เมื่อโครงสร้างเหล็กตัวช้างเรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปคือการหุ้มโครงเหล็กด้วยทองแดงเป็นรูปช้าง คุณพากเพียรได้ติดต่อประติมากร คุณรักชาติ ศรีจันทร์เคณ มาดำเนินงานโดยใช้เทคนิคใหม่ในการสร้างประติมากรรมทองแดง ต่างจากเดิมที่ใช้วิธีการหล่อทั้งตัว  เช่น เทพีเสรีภาพแห่งสหรัฐอเมริกา คือการเคาะแผ่นทองแดงเป็นลวดลายต่างๆ แล้วนำขึ้นไปเชื่อมกันกลางอากาศ การหุ้มทองแดงเป็นรูปหัวช้างค่อนข้างยาก โดยตั้งโครงเหล็กหัวช้างทั้ง 3 หัวที่พื้นราบก่อน แล้วช่างจะเคาะแผ่นทองแดงขึ้นรูปหัวกลางของช้างก่อน เมื่อได้หัวช้างทองแดงเป็นที่เรียบร้อย ช่างใช้หัวกลางนั้นเป็นต้นแบบของหัวช้างอีก 2 หัว โดยใช้วิธีดัดเหล็กเส้นตามโครงสร้างภายในหัวช้างต้นแบบแล้วตัดเหล็กเส้นที่ได้พร้อมทำหมายเลขทุกชิ้นเพื่อนำขึ้นไปติดกับโครงสร้างหัวช้างที่ยกขึ้นไปส่วนหัวกลางผ่าออกเป็น 3 ชิ้นแล้วนำขึ้นประกอบกับโครงสร้างหัวช้างที่ยกไปติดกับตัวช้างด้านบน สำหรับหัวช้างที่เหลือ ช่างจะเคาะแผ่นทองแดงประกอบเป็นหัวช้างโดยใช้นั่งร้านผิวหนังลำตัวช้างและเครื่องทรงหุ้มด้วยทองแดงทั้งหมด   ช่างใช้ทองแดงแผ่นหนาประมาณ  1.2  มิลลิเมตร  ตั้งแต่ขนาด  4 x 8  ฟุต จนถึงแผ่นเล็กสุดขนาดเท่าฝ่ามือ  ใช้ช่างเคาะจำนวนประมาณ  270  คน


เสาหุ้มดีบุก
    เสาทั้งสี่ต้นภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณประดับด้วยดีบุกดุนลายจากฝีมือช่างชาวนครศรีธรรมราชและช่างเชียงใหม่ ซึ่งชำนาญการทำเครื่องถมและเครื่อง เงินอันเป็นงานดุนโลหะประเภทหนึ่ง ตามปกติงานดุนโลหะมักใช้วัสดุทองแดง ทองเหลือง และเงินแต่เหตุที่เลือกใช้ดีบุก เป็นงานดุนประดับเสาในอาคารพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ เนื่องมาจากแต่เดิม คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ มีดำริที่จะสร้างช้างด้วยดีบุก แต่เมื่อไม่สามารถทำได้และต้องเปลี่ยนมาใช้ทองแดงแทน คุณพากเพียร  วิริยะพันธุ์ ผู้สานต่องานจึงนำดีบุกมาประดับเสาทั้งสี่ต้น เพื่อเป็นที่ระลึกและสืบทอดเจตนารมณ์ของบิดา เสาแต่ละต้นถ่ายทอดเรื่องราวศาสนาสำคัญของโลกประกอบด้วยศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธนิกายมหายาน(ประวัติเจ้าแม่กวนอิม) ซึ่งแต่ละต้นจะใช้ระยะเวลาในการทำงานประมาณสามปี เสาทั้งสี่จึงเป็นเสาแห่งความกตัญญูและเสาสี่ศาสนาค้ำจุนโลก

วัสดุและอุปกรณ์ในการทำงานสลักดุน
1.แผ่นดีบุกแผ่นเรียบ
2.ค้อน
3.สิ่ว (หลายขนาด)
4.ชันและขี้ผึ้ง
5.เส้นลวดตะกั่ว
6.ตะเกียงเป่าแล่น
7.กรอบไม้หรือกะบะไม้
8.ดินน้ำมัน

ขั้นตอนการสลักดุนแผ่นดีบุก

1.นำกระดาษไขต้นฉบับไปถ่ายเอกสาร
2.นำภาพถ่ายเอกสาร ทากาวแล้วติดลงไปที่แผ่นดีบุก
3.ใช้สิ่วและค้อนสลักลงไปตามลวดลายของภาพที่อยู่บนแผ่นดีบุก
4.เมื่อสลักลวดลายเรียบร้อยแล้วนำแผ่นดีบุกด้านที่มีลวดลายวางคว่ำหน้าลงไปบนดินน้ำมัน เพื่อที่จะดุนจากด้านหลัง และทำให้ด้านหน้าของชิ้นงานนูนออกมา
5.เมื่อลวดลายด้านหน้านูนออกมาแล้ว จะตกแต่งรายละเอียดเพิ่มเติมโดยใช้ชันกับขี้ผึ้งไปต้มรวมกันแล้วนำมาเทใส่ในกรอบไม้หรือกะบะไม้ นำแผ่นดีบุกวางด้านหลังลงไปบนชันกับขี้ผึ้งทิ้งให้เย็น  แล้วจึงแกะสลักลวดลายด้านหน้าเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นรายละเอียดที่เด่นชัดขึ้น
6.เมื่อตกแต่งเสร็จเรียบร้อยจะใช้ไฟลนชันกับขี้ผึ้งออกจากด้านหน้าของแผ่นดีบุก จะทำให้ชันกับขี้ผึ้งที่อยู่ด้านหลังละลายออกทีละน้อย แล้วจึงดึงแผ่นดีบุกออกมาจากกรอบไม้หรือกะบะไม้
7.นำแผ่นดีบุกที่เคาะดุนเรียบร้อยแล้วไปประกอบหุ้มที่ต้นเสาทีละแผ่น โดยใช้เส้นลวดตะกั่วบัดกรีเชื่อมให้แต่ละแผ่นติดกัน
8.ขัดตกแต่งแผ่นดีบุกด้วยน้ำยา เพื่อให้เสาหุ้มดีบุกมีความสวยงามมากขึ้น

ธรรม - เสา - โลก
   มนุษย์ต่างมีศรัทธาและยึดมั่นในศาสนาที่ต่างกัน แต่แก่นแท้ของศาสนานั้นมี ธรรม เป็น หลักเดียว ข้อปฏิบัติของแต่ละศาสนาจึงเป็นแนวทางที่ช่วยชี้แนะให้มนุษย์เข้าถึงธรรม แต่เพราะสิ่งที่มนุษย์ต้องการบรรลุนั้นไม่เหมือนกัน วิถีแห่งการปฏิบัติตนบนความเชื่อและยึดถือจึงต่างกัน

(เสาคริสต์) มอบความรักเพื่อปลดเปลื้องบาปของมนุษย์
   การก่อเกิดของมวลมนุษย์ การเชื่อฟังในพระเจ้า สู่การไถ่บาปของพระเยซูให้กับมนุษย์ ด้วยฐานะบุตรแห่งพระเจ้า ผู้มีความรักอันบริสุทธิ์ รักที่ไม่มีข้อแม้ และยอมสละชีวิตเพื่อปลดเปลื้องบาปให้กับมนุษย์ สอนให้มนุษย์รู้จักรักและการจะได้มาซึ่งความรัก ต้องเชื่อมั่นและศรัทธาในตนเอง

(เสาพราหมณ์ – ฮินดู) ชี้ทางด้วยภาวนา และบูชาเพื่อพ้นทุกข์
   พระตรีมูรติมหาเทพผู้เป็นศูนย์รวมความเชื่อ และศรัทธาจากศาสนิกชนทั่วโลก โดยเฉพาะองค์พระนารายณ์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ได้อวตารลงมาถึง ๑๐ ปาง เพื่อช่วยเหลือทั้งมนุษย์และเทพยดา จากภัยพิบัติทางธรรมชาติ จากหมู่มาร และจากมนุษย์ด้วยกัน

(เสาพุทธมหายาน) สร้างสันติสุขด้วยกรุณา
   ถ่ายทอดเรื่องราวของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์จนบรรลุเป็น พระโพธิสัตว์ ผู้มากด้วยความกรุณาที่มีต่อทั้งมนุษย์และสรรพสัตว์ โดยระงับการนิพพานไว้จนกว่าจะช่วยเหลือมวลมนุษย์และเหล่าสัตว์ทั้งหมดจนพ้น จากความทุกข์

(เสาพุทธเถรวาท) หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดด้วยปัญญาและความเพียร
   การบำเพ็ญเพียรของพระโพธิสัตว์ทั้งสิบชาติ ด้วยคุณธรรมสิบประการ ได้แก่ เนกขัมบารมี วิริยะบารมี เมตตาบารมี อธิษฐานบารมี ปัญญาบารมี ศีลบารมี ขันติบารมี อุเบกขาบารมี สัจจะบารมี และทานบารมี เรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ถูกร้อยเรียงไว้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการบำเพ็ญเพียรอย่างอุตสาหะของมหาบุรุษ ก่อนที่จะได้มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ชี้หนทางแห่งการหลุดพ้นจากความทุกข์แก่มวลมนุษยชาติ

ลวดลายจำหลักดีบุกที่เสาทั้งสี่ต้นนั้น จึงสื่อความหมายถึงความงดงาม และง่ายในการมองเห็นศาสนา แต่แฝงไว้ซึ่งกุศโลบาย ให้เกิดการศึกษา ทำความเข้าใจ และปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงแก่นของศาสนาอย่างแท้จริง

   ด้วยเจตนารมณ์ของผู้สร้างช้างเอราวัณ ที่จะนำเอายอดแห่งแก่นสารทางวัฒนธรรมมาเผยแพร่ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายนั้น จึงได้ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสำคัญ  ทำหน้าที่รักษาวัฒนธรรมและจรรโลงศาสนา และแสดงกตัญญุตาสืบทอดเจตนารมณ์เดิมที่จะสร้างช้างเอราวัณด้วยดีบุก แต่ต้องเปลี่ยนไปใช้แผ่นทองแดงแทนเพื่อความเหมาะสม ต้นเสาทั้งสี่ภายในตัวอาคาร จึงถูกหุ้มด้วยภาพสลักดุนดีบุกในเรื่องราวของศาสนาที่ประณีตและงดงามทั้งสิ้น.


ภาพจิตรกรรมสุริยจักรวาล
    คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ มีความคิดว่าภายในท้องช้างซึ่งจะจัดแสดงโบราณวัตถุนั้น ควรมีลักษณะเป็นสวรรค์และจักรวาล คุณพากเพียรบุตรชายคนโตผู้สานเจตนารมณ์ของบิดา ได้ติดต่อนาย Jakob Schwarzkopf ศิลปินชาวเยอรมัน ผู้สร้างผลงานกระจกสีที่เพดานอาคารทรงโดมพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ให้ดำเนินการออกแบบวาดภาพจิตรกรรมสีฝุ่นรูปสุริยจักรวาลภายในท้องช้างเอราวัณศิลปินผู้ออกแบบอาศัยความโค้งของท้องช้างโดยออกแบบภาพวาดเป็นรูปสุริยจักรวาลในลักษณะร่วมสมัย มีดวงดาวต่างๆในระบบสุริยจักรวาลเรียงรายอยู่ในท้องฟ้าจนสุดขอบจักรวาลภาพจิตรกรรมสีฝุ่นนี้เป็นการวาดภาพแบบโบราณของทางยุโรปเช่นเดียวกับการวาดภาพของไทย

   โดยเริ่มจากทำความสะอาดพื้นปูนที่จะวาดให้เรียบร้อย จากนั้นทาสีรองพื้นครั้งที่ 1 เมื่อแห้งจึงทาสีรองพื้นครั้งที่ 2 คุณสมบัติของสีรองพื้นนี้คือลบรอยร้าวของผนังปูน หลังจากนั้นจึงทาทับด้วยสีรองพื้นจริง(สีขาว)เป็นครั้งที่ 3 แล้วปล่อยให้แห้งสนิท นำกระดาษไขมาปรุตามลายเส้นของภาพจิตรกรรม แล้วทาบบนพื้นปูนที่จะวาด จึงใช้สีฝุ่นตบไปตามรอยปรุของกระดาษไข ซึ่งจะได้โครงร่างของภาพเขียนก่อนที่จะลงสี จากนั้นจึงลงสีตามที่ออกแบบไว้ภาพกลุ่มอุกกาบาตมีการวาดแตกต่างไปจากภาพอื่นๆคือการปิดทองคำเปลวที่ภาพซึ่งเป็นเทคนิคโบราณของเยอรมัน โดยเริ่มจากทาสีทองที่รูปอุกกาบาตแล้วใช้น้ำประสานทองทาทิ้งไว้จนแห้งประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นนำแผ่นทองคำเปลวมาปิดทับโดยใช้มือตบให้แผ่นทองติดสนิทแล้วใช้แปรงปัดแผ่นทองเป็นเนื้อเดียวกันไม่ให้มีรอยต่อ เมื่อเสร็จสีทองจะขับเน้นกลุ่มอุกกาบาตให้ลอยเด่นขึ้นมาภาพจิตรกรรมสุริยจักรวาลเป็นภาพขอบฟ้าอันเวิ้งว้าง ประกอบด้วยดวงดาวต่างๆ ทางช้างเผือก กลุ่มอุกกาบาต ดาวหาง ซึ่งเป็นสรรพสิ่งที่อยู่ร่วมกันในจักรวาล และเราก็คือสิ่งมีชีวิตเล็กๆในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล


ปูนปั้นประดับเบญจรงค์
   งานปูนปั้นอันวิจิตรบรรจงภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ เป็นฝีมือของอาจารย์สำรวย เอมโอษฐ์ ช่างเมืองเพชรบุรีและทีมงาน ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในการสร้างสรรค์งานปูนปั้นแบบโบราณ  อันเป็นกรรมวิธีที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติเป็นหลัก เพราะปูนตำหรือปูนโบราณนั้นมีคุณสมบัติที่แห้งช้า จึงทำให้การตกแต่งลวดลายต่างๆได้ง่ายกว่าการใช้ปูนซีเมนต์ อีกทั้งประกอบกับความสวยงามวิจิตรบรรจงของเครื่องถ้วยเบญจรงค์ที่มีสีสันหลากหลาย ทำให้เกิดความสวยงามมากขึ้น แต่สำหรับงานปูนปั้นบางชิ้นที่มีขนาดใหญ่จะมีส่วนผสมของปูนซีเมนต์ เช่น เศียรพญานาค กินรีและกินนร เป็นต้น รูปปั้นเหล่านี้ขึ้นรูปด้วยปูนซีเมนต์ก่อนแล้วจึงตกแต่งด้วยปูนตำปั้นทับลงไปอีกชั้นพร้อมกับประดับเบญจรงค์
ส่วนผสมของปูนตำ
1.หินฟลูออไรด์
2.ปูนขาว
3.หินทรายแดง
4.ปูนกินหมาก
5.กาวหนังควาย
6.น้ำตาลอ้อย
7.ข้าวเหนียว
8.กระดาษฟางแช่น้ำ
9.ทรายละเอียด
   วิธีการทำคือนำหินฟลูออไรด์ ปูนขาว ปูนกินหมาก หินทรายแดง มาตำให้ละเอียด แล้วนำกระดาษฟางแช่น้ำให้เปื่อย มาตำผสมกับปูน นำกาวหนังควายเคี่ยวผสมกับน้ำตาลอ้อย ข้าวเหนียวต้มสุก ทรายละเอียด นำส่วนผสมทั้งหมดนี้มาตำรวมกัน โดยถ้าต้องการปูนตำเป็นสีชมพูก็จะต้องใส่หินทรายแดงและปูนกินหมากมากกว่าหินฟลูออไรด์ แต่ถ้าอยากให้ปูนตำเป็นสีขาว ก็จะใส่ปูนขาวและหินฟลูออไรด์มากกว่า ซึ่งหินฟลูออไรด์นั้นจะทำให้เกิดสีขาวนวลแตกต่างจากการใช้สีโดยทั่วๆ ไป หลังจากหมักปูนที่ผสมรวมกันจนได้ที่ประมาณสามคืน จึงนำปูนที่หมักได้มาปั้นลวดลาย แล้วใช้เครื่องถ้วยเบญจรงค์ประดับตกแต่ง

ขั้นตอนการทำงานปูนปั้นประดับเบญจรงค์
   เริ่มจากนำเหล็กและลวดมาดัดเพื่อขึ้นเป็นโครงรูปร่างต่างๆ แล้วนำลวดตะแกรงหรือมุ้งลวดมาหุ้มทับลงไปบนเส้นลวดที่ถูกดัดขึ้นโครงไว้ แล้วจึงใช้ปูนซีเมนต์พอกหุ้มโครงลวดนั้นไว้ เมื่อปูนซีเมนต์แห้งจึงใช้ปูนตำที่หมักไว้นั้นมาปั้นลวดลายตามที่ต้องการแล้วจึงนำเครื่องถ้วยเบญจรงค์ประเภท ช้อน ฝาถ้วยชา ถ้วยชาจีนมาตัด โดยใช้คีมปากนกแก้วตัดให้ได้กับขนาดที่ต้องการ ยกเว้นบางลวดลายจะใช้เครื่องถ้วยทั้งใบตกแต่งโดยไม่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ซึ่งเครื่องถ้วยเบญจรงค์เป็นของที่สั่งทำใหม่ทั้งหมดส่วนใหญ่จะสั่งทำที่ประเทศไทย แต่บางส่วนก็มาจากประเทศจีน ความโค้งของผิวถ้วยก่อให้เกิดมิติของพื้นผิว กลมกลืนด้วยโทนสีที่ไล่เรียงกันไป ทำให้งานปูนปั้นประดับเบญรงค์มีความงดงามแปลกตา


กระจกสี
   กระจกสีเป็นงานศิลปะในวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งติดตั้งอยู่ที่เพดานอาคารทรงโดมหรือชั้นโลกมนุษย์ของพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ โดยศิลปินผู้ออกแบบและวาดภาพบนกระจกสีนี้เป็นชาวเยอรมันชื่อว่า Jakob Schwarzkopf เป็นศิลปินอิสระ รับงานออกแบบและวาดภาพตามโบสถ์ วิหารและสถานที่สำคัญในประเทศแถบยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง ศิลปินท่านนี้ประทับใจคุณเล็กผู้สร้างเมืองโบราณ บางปูและปราสาทสัจธรรมที่พัทยา จึงคิดฝากผลงานของตนไว้ ณ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณที่คุณเล็กกำลังดำเนินการก่อสร้างแห่งนี้

   เมื่อศิลปินทราบขนาดพื้นที่ของงานศิลปะที่จะทำการติดตั้งแล้ว จึงเริ่มทำการออกแบบภาพวาดและลวดลาย แล้วจึงสั่งบริษัทผลิตกระจกสีตามกรรมวิธีโบราณคือ เป่าแก้วแล้วนำเข้าเครื่องรีดเป็นแผ่นโดยแยกกระจกสีออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ศิลปินต้องวาดภาพลงไปกับส่วนกระจกสีพื้นเป็นลวดลายประกอบของผลงาน จากนั้นศิลปินจะนำกระจกที่ได้ไปวาดภาพตามที่ออกแบบไว้ แล้วนำกระจกไปอบเพื่อให้ผลงานมีความคงทนยืนนาน เมื่ออบกระจกครบตามระยะเวลา บริษัทที่ดำเนินการติดตั้งกระจกสีจะลำเลียงกระจกสีจากเยอรมันมายังประเทศไทย การติดตั้งนั้นทางพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณจะเตรียมโครงเหล็กสำหรับยึดกระจกสีไว้ตามที่บริษัทรับติดตั้งได้คำนวณและออกแบบไว้ ซึ่งบริษัทส่งเจ้าหน้าที่จากเยอรมันมาทำการติดตั้งกระจกสี โดยการใส่กรอบตะกั่วแผ่นกระจกและมีลวดสแตนเลสรองรับอีกทีหนึ่ง ทั้งนี้ขณะทำการติดตั้งศิลปินผู้ออกแบบและบริษัทที่ดำเนินงานติดตั้งจะเดินทางมาตรวจตราเป็นระยะ

   งานกระจกสีชิ้นนี้เป็นงานศิลปะในแนวทางกึ่งนามธรรมแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับโลกมนุษย์ ประกอบด้วยทวีปทั้งห้าอยู่ตรงกลางมีดวงอาทิตย์ส่องแสงและให้พลังงานแก่สรรพชีวิต ทั้งหมดถูกล้อมรอบด้วยจักรราศี 12 ราศีและบริเวณขอบนอกสุดเป็นภาพมนุษย์ที่แสดงอากัปกิริยาต่างนานา ศิลปินใช้สีเป็นตัวแทนของธาตุทั้ง 4ได้แก่ สีเหลืองคือดิน สีแดงคือไฟ สีขาวคือลม และสีฟ้าคือน้ำ เมื่อการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ ทำให้ภายในอาคารทรงโดมหรือชั้นโลกมนุษย์มีแสงสว่างสอดส่องเข้ามาผ่านเพดานกระจกสีประดุจดั่งความดีงามที่ส่งมายังโลกมนุษย์

www.erawan-museum.com © 2007 สงวนสิทธิ์ ตามกฏหมาย โดย บริษัท วิริยะธุรกิจ จำกัด. ห้ามทำสำเนา คัดลอก
หรือเผยแพร่ ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด ด้วยวิธีการใดใด โดยมิได้รับอนุญาต